ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

7894658684565555

คิดอย่างไรเรียกว่าคิดถูก คิดอย่างไรเรียกว่าคิดผิด เราต้องเข้าใจชัดเจนทั้งสองอย่าง ในการปฝฏิบัติของเรา เราต้องพยายามติดตามดูความรู้สึกนึกคิดตลอดวันตลอดคืน ความจริงเราไม่ต้องทำอะไรมากเพียงแต่คอยสำรวมระวัง คอยสังเกตว่า เรามีความรู้สึกอย่างไร คิดอย่างไรให้มีสติ สัมปชัญญะ ระลึกรู้อยู่ รู้สึกตัวอยู่เสมอ อันนี้ให้ถือเป็นหน้าที่ของเรา เราไม่ต้องอ่านหนังสือ หรือฟังเทศน์อะไรมากมาย เพียงแต่ พยายามเปลี่ยนนิสัย ให้เป็นคนช่างสังเกต คือสังเกตความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง สักเกตว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไรอยู่ กำลังคิดอะไร การปฏิบัติเช่นนี้ การพยายามติดตามสังเกตเช่นนี้ จะทำให้เกิดปัญญา

1.ทุกข์เพราะลูกตาย ลูกที่แสนดี แสนน่ารัก ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็เมตตา วันหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุ ลูกรัก….จากไป พ่อแม่ทุกข์แทบใจ แทบจะตายตามลูกไปด้วย แทบจะเสียสติ หมดอาลัยในชีวิต..คิดจะขับรถเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ

ถ้าพูดถึงความจริงเราก็ไม่รู้ว่า ผู้ตายจะไปเกิดที่ไหน เป้นสุคติ หรือทุคติ แต่เท่าที่ฟังจากคุณโยม ลูกของคุณโยมเป็นเด็กดีจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาชาตินี้ไม่เคยทำชั่วเลย พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ใกล้ชิด เขาทำให้ชื่นอกชื่นใจทุกคนและใคร ๆ ก็รักเขา เขาเป็นคนที่รักสัตว์ เมตตาสัตว์ ไม่เคยเบียดเบียนสัตว์

ถ้าคุณโยมเชื่อมั่นในความดีของลูกอย่างนั้นก็ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสงสารลูก ถึงเวลาแล้ว เขาก็ต้องจากเราไป ตามเหตุ ตามปัจจัย มันก็พอดีพอเหมาะของมัน อันนี้เราก็ต้องยอมรับความจริง ยอมรับความพอดีของมัน ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยที่สมบูรณืเสมอ ถ้าเราเชื่อมั่นในความดีของลูกอย่างนั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องเสียใจและห่วงสงสารลูกหรอก
เขาคงไปดีแล้วนะ

อย่าคิดว่าเขาเป็นลูกของเราจริง ๆ อย่าคิดว่าลูกเกิดขึ้นมาในโลกนี้เพราะพ่อแม่ช่วยกันผลอตขึ้นมา ความจริงจิตวิญญาณของลูก ก่อนเกิดมาเป็นลูกของเรา เขาท่องเที่ยวไปในวัฎสงสารเป็นหลายภพหลายชาติ ด้วยการสร้างทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว โดยมากเราเรียกกรรมดีเป็นบารมี กรรมชั่วว่าเป็นกรรมผูกพันในอดีตชาติเป็นเหตุ จิตวิญญาณของเขาจึงมาอาศัยเราเกิดมาเป็นลูกเป็นการชั่วคราวเท่านั้น อันนี้แหละคือ ความหมายที่พูดว่า ” เขาไม่ใช่ลูกของเราจริง ๆ ” เขาเป็นตัวของเขา มันมีอยู่ตั้งแต่อเนกชาติ ความตายไม่ใช่อะไร คล้ายกับเราส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อความก้าวหน้าของลูก เพื่อเป็นการสร้างบารมีของลูก

รักลูก หวงลูก เอาไว้ใกล้ ๆ ตัวตลอดเวลา รักลูก ผูกลูก เอาไว้ที่บ้าน…..เป็นการกีดกันไม่ให้เขาก้าวหน้าไม่ดีกับลูกนะ

โบราณาจารย์สอนว่า ถ้ารักลูกต้องส่งลูกไปศึกษาในสำนักต่าง ๆ ที่อยู่ไกล ๆ ต้องให้ลูกไปทัศนศึกษาในที่ไกล ๆ เหมือนกับลูกของเราเก่ง จึงจำเป็นต้องจากเราไปเพื่อศึกษาต่อ เพื่อความก้าวหน้า เพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม

เรื่องความตาย ความเกิด คล้ายกับการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ ผู้ส่งเสียอกเสียใจร้องไห้กันด้วยความอาลัยอาวรณ์ อย่างพวกเรานี้แหละ แต่ผู้ไปอาจจะไม่เป็นอะไรเลย ตรงกันข้าม เขาอาจจะตื่นเต้นกับโลกใหม่อย่างน้อยผู้รับก็ยินดีต้องรับ ดีอกดีใจกันดังที่ลูกสุดที่รักของเราไปเกิดนั้นแหละ

ถ้าเราเชื่อมั่นในความดีของลูก ในบารมีของลูกไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องสงสารลูก แทนที่จะเสียใจ เราน่าจะภูมิใจด้วยซ้ำ ความจริง อะไร ๆ เขาก็ต้องรับผิดชอบเอง ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์เสมอ ส่วนเราก็ต้องรับผิดชอบด้วย ถ้าเรารักลูกจริง….ต้องทำใจให้สงบสุข คิดดู …ลูกจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อเขารู้ว่าพ่อแม่ของตนมีความทุกข์มาก เขาจะรู้สึกอย่างไร

ความทุกข์ของพ่อแม่คือความทุกข์ของลูก ถ้าเรามีความสุขสบาย เขาก็สบายใจ ไม่ต้องห่วง เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราก็คือ ทำความสงบสุขให้เกิดขึ้นแก่ตน ถ้าเรารักลูกจริงนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก การเทศนาอบรมญาติโยมของพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก